
น้ําตาลในเลือดสูง: อันตรายเงียบที่ไม่ควรมองข้าม!
น้ำตาล” เปรียบเสมือนพลังงานหลักของร่างกาย มาจากอาหารที่เรากิน โดยร่างกายจะนำน้ำตาลไปใช้สร้างพลังงาน ส่วนที่เหลือเก็บไว้ในตับและกล้ามเนื้อ
แต่หากมีน้ำตาลในเลือดสูง เปรียบเสมือนน้ำตาลล้น ร่างกายนำไปใช้ไม่หมด กลายเป็นอันตราย นำไปสู่โรคต่างๆ โดยเฉพาะ โรคเบาหวาน
แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราน้ำตาลในเลือดสูง?
คำตอบคือ ส่วนใหญ่แล้ว ไม่มีสัญญาณเตือน มักจะทราบเมื่อไปตรวจเลือด
แต่ก็มีบางราย ที่อาจจะมี สัญญาณเตือน ดังนี้
- กระหายน้ำบ่อย
- ปัสสาวะบ่อย
- รู้สึกเหนื่อยล้า
- น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- ผิวหนังแห้งคัน
- แผลหายช้า
- มองเห็นไม่ชัด
โดยทั่วไปแล้ว ระดับน้ำตาลในเลือดที่ ควรรเฝ้าระวัง มีดังนี้
- น้ำตาลก่อนอาหาร: สูงกว่า 100 mg/dL
- น้ำตาลหลังอาหาร 2 ชั่วโมง: สูงกว่า 140 mg/dL
- ระดับน้ำตาลในเลือดเฉลี่ย (HbA1c): สูงกว่า 5.7%
อย่างไรก็ตาม แพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยว่าระดับน้ำตาลในเลือดของคุณอยู่ในระดับที่ อันตราย หรือไม่
โดยแพทย์จะพิจารณาจาก
- ระดับน้ำตาลในเลือด
- ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น อายุ เพศ โรคประจำตัว ประวัติครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง
- ผลตรวจร่างกาย
หากแพทย์วินิจฉัยว่าคุณมีน้ำตาลในเลือดสูง แพทย์จะแนะนำแนวทางการรักษา เช่น
- การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน: เช่น ทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ใยอาหาร และไขมันดี
- การออกกำลังกาย: อย่างน้อย 30 นาที 3-5 วันต่อสัปดาห์
- การลดน้ำหนัก: หากน้ำหนักตัวเกินหรืออ้วน
- การเลิกสูบบุหรี่
- การควบคุมโรคประจำตัว: เช่น โรคความดันโลหิตสูง
- การรับประทานยา: ในบางราย แพทย์อาจสั่งยาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
การดูแลสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ออกกำลังกาย และตรวจสุขภาพเป็นประจำ
สามารถช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลในเลือดสูง
รวมถึงโรคแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานได้
หากคุณมีความกังวลเกี่ยวกับระดับน้ำตาลในเลือด
ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำ
ทั้งนี้ ข้อมูลนี้เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้น
ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
เพื่อรับข้อมูลที่ถูกต้องและเหมาะสมกับคุณ

